แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - penbunya21feb

หน้า: [1] 2
1

                 เดี๋ยวนี้การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงหน้ามาใช้สักยี่ห้อนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรเลยก็ว่าได้เพราะเนื่องจากปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าเพิ่มขึ้นมามากมายหลายยี่ห้อจนเลือกกันไม่ถูกเลยว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าตัวไหนดี เพราะการที่เราจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงหน้ามาใช้สักหนึ่งตัวนั้นเราต้องพิจารณาให้ดีพอสมควรว่าผลิตภัณฑ์บำรุงหน้านี้จะบำรุงได้ดีจริงหรือไม่ ถ้าหากซื้อไปจะไม่มีอาการแพ้รึเปล่า และวันนี้เราได้มีหนึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าที่เชื่อว่าใครๆหลายคนนั้นก็รู้เป็นอย่างดี นั้นคือผลิตภัณฑ์บำรุงหน้า dr.jill นั้นเอง ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าตัวนี้ 1 ขวดสามารถตอบโจทย์เรื่องผิวได้เกือบทุกเลยก็ว่าได้และราคานั้นถือได้ว่าคุ้มมากๆ ไม่ว่าจะเป็นดารา เซเลบ หรือใครๆก็ใช้กัน เราจึงจะพาคุณมาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์บำรุงหน้า dr.jill กันว่าช่วยบำรุงอะไรบ้าง

              dr.jill เป็นเอสเซ้นส์น้ำนมเข้มข้น ประสิทธิภาพสูง เนื้อบางเบา ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบำรุงผิวหน้าได้อย่างล้ำลึกถึงระดับเซลล์ผิว ตอบโจทย์ปัญหาผิวหน้าทั้ง 5 ประการ ปรับผิวหน้าให้กระจ่างใสอย่างสม่ำเสมอ ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ ฝ้า กระต่างๆ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน สาเหตุของการเกิดริ้วรอย ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน พร้อมทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องให้ผิวแข็งแรง

- Apple EGF
           1% ของแอปเปิ้ลสามารถฟื้นฟูเซลล์ได้เพิ่มขึ้นถึง 80% มุ่งเน้นไปที่เมลานินลดเลือนจุดด่างดำ ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ปรับให้ใบหน้ากระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

- Argan EGF
            ช่วยให้ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ลดลง ช่วยให้ริ้วรอยลึกตื้นขึ้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ เสริมการสร้างผิวชั้นนอกให้แข็งแรง ปกป้องผิวให้สามารถรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง ริ้วรอยดูลดเลือน

- Rose EGF
            ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ช่วยกักเก็บน้ำ ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ สุขภาพดี ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านและริ้วรอย ลดการสูญเสียน้ำออกนอกผิว โดยเพิ่มหน้าที่เป็นตัวเคลือบผิวตามธรรมชาติ

- Centella EGF
            เป็นสาร Antioxidant ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยในการสมานแผล จึงทำให้เป็นสาร Anti-aging ได้อย่างดี ทำให้ผิวกระชับและมีความยืดหยุ่น สามารถใช้ได้หลังการทำเลเซอร์

- Grape EGF
    มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องและซ่อมแซมผิวจากมลภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทำให้เซลล์ผิวกลับมาแข็งแรงและฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   dr.jill นั้นถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าที่ดีอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆหลายคนเลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุณภาพและราคาถือได้ว่าคุ้มสำหรับการเลือกใช้

2
          ขึ้นว่า “เด็ก” นั้นก็ต้องเป็นวัยที่ต้องการอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลาจึงไม่แปลกเลยที่บ้านหลังไหนมีเด็กๆอยู่ในบ้านจะต้องหนีไม่พ้นการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการล้มวิ่งข้อเท้าพลิก วิ่งชนกันจนเลือดกำเดาไหล หรือเป็นอยากรู้อยากลองของมีคมจนเลือดออก ซึ่งผู้ใหญ่ภายในนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง โดยกรณีส่วนใหญ่ที่มักจะชอบให้กันกันผิดวิธี ผิดสถานการณ์ นั้นก็คือการประคบร้อยและการประคบเย็นนั้นเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องรู้ว่าการประคบร้อนและการประคบเย็นนั้นต้องใช้ในกรณีใดบ้างถึงถูกต้องและปลอดภัย 

การประคบเย็น
            อุณหภูมิที่ลดลงจะทำให้เนื้อเยื่อ มีความยืดหยุ่นลดลง หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหดตัว ความเย็นจึงมีผล “ช่วยห้ามเลือด ลดอาการบวม”การประคบนั้นทำได้ ด้วยการใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำแข็งก้อนหรือทุบเติมน้ำเล็กน้อย ผูกปากถุงให้แน่น (หรือใช้ถุงแบบ ziplock) หุ้มด้วยผ้าขนหนู หรือการหนึ่งวิธีง่ายก็คือการใช้เจลประคบเย็น
  • มีการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ข้อเท้าแพลง รอยฟกช้ำ จากการกระแทก อาการปวดหรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา/การออกกำลังกาย เป็นต้น
  • อาการปวดเฉียบพลันของส่วนต่างๆ เช่น ปวดไหล่ ปวดหลัง
  • การอักเสบ บวม แดง ในระยะฉับพลัน
  • อาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง เลือดกำเดาไหล แผลจากของมีคม หรือน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ที่ไม่รุนแรง

การประคบร้อน
           อุณหภูมิของเนื้อเยื่อที่สูงขึ้น มีผลทำให้หลอดเลือดขยาย เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่บริเวณนั้นๆ ทำให้การประคบร้อนไม่เหมาะกับบริเวณที่มีการอักเสบเฉียบพลันใหม่ๆ หรือ มีเลือดออก แต่ดีกับการอักเสบเรื้อรัง ที่สำคัญคือ ความร้อนทำให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อดีขึ้น ง่ายต่อการยืดกล้ามเนื้อหรือ ข้อต่อมากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เราจึงเห็นการใช้การประคบร้อนประกอบกับการนวดผ่อนคลายบ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ก็มีเจลประคบร้อนออกมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น
  • หลังได้รับบาดเจ็บ หรืออาการฟกช้ำ 48-72 ชั่วโมง
  • อาการปวดหรืออักเสบเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเข่า
  • อาการตึงบริเวณข้อ
  • อื่นๆ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดฟัน เต้านมคัดในช่วงให้นมบุตร
            การประคบร้อนและการประคบเย็นนั้นจะต้องแยกแยะในกรณีการใช้ให้ถูกต้อง เพราะอาการแต่ละอาการที่เกิดนั้นต้องการการรักษาที่ไม่เหมือนกันและจะต้องเป็นการรักษาที่ถูกจุดไม่งั้นก็อาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ที่บาดอยู่ก็เป็นไปได้


3

              เดี๋ยวใครๆก็หันมารักสุขภาพกันมากขึ้นโดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มๆหรือสาวๆนั้นก็อยากจะมีกล้ามหน้าท้องสวยๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากยิ่งขึ้นแต่ก็แน่นอนว่าเรานั้นก็ก็ไม่ควรออกกำลังหนักจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เรานั้นมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรืออาจจะทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ซึ่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ แต่บางทีการที่เราเริ่มออกกำลังช่วงแรกๆก็ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นเรื่องธรรมดาเพราะระบบร่างกายของเรานั้นยังไม่ปรับตัวให้ชินกับการออกกำลัง ดังนั้นเราควรที่จะออกกำลังอย่างพอควรการที่เราอยากจะมีหุ่นดีๆเราก็ต้องใจเย็นไม่หักโหมจนเกินไปไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นสร้างผลเสียให้กับตนเอง เราจึงมีเทคนิคง่ายๆในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อมาให้คุณได้ลองเพื่อที่คุณจะนำไปลองใช้เองที่บ้านได้

1.เลือกทานไขมันคุณภาพดี
               เวลาที่เราออกกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะมีความเครียดและการฉีกขาดกล้ามเนื้อสะสม เกิดอาการอักเสบเเละทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น พวกกดไขมันจะช่วยรักษาอาการอักเสบ แต่ถ้าพูดถึงไขมันคุณภาพดี คงนึกถึงกรดไขมันomega-3 ใช่ไหม สามารถหาได้ตามเนื้อปลา

2.ผ่อนคลายด้วยความร้อนชื้น
              ความร้อนที่ผ่อนคลายที่สุดต้องเป็นความร้อนชื้น สังเกตุเมื่อเราไปร้านนวดแผนไทย ลูกประคบต้องมีไอร้อนจากน้ำด้วยเสมอ ในการประคบร้อนด้วยแผ่นประคบร้อนไฟฟ้าก็เช่นกัน เราต้องเลือกชนิดที่มีหินแร่ เพราะหินแร่นั้นจะให้ความร้อนชื้น ไม่เหมือนกับแผ่นประคบร้อนไฟฟ้าทั่วไปที่ให้แต่ความร้อนแห้ง

3.เลือกทานโปรตีนคุณภาพดี
            กล้ามเนื้อสร้างมากจากโปรตีน หากเสียหายก็ต้องซ่อมเเซม ทำให้การรับโปรตีนเลี่ยงไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคาร์ดิโอหรือ body builder เเต่มีสิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามนั้นคือ ช่วงเวลาในการรับโปรตีน ในขณะที่เราออกกำลังกายหนัก อย่ารับเเต่ powergel ที่ให้พลังงานอย่างเดียว ลองรับ powerbar ที่มีโปรตีนผสมบ้าง จะสามารถช่วยกระบวนการสร้างและซ่อมเเซมกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น ลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เร็วลงด้วย

4.ดื่นน้ำเเตงโม
           จากการวิจัย ของ  Journal of Agriculture and Food Chemistry  พบว่าคนที่ดื่มน้ำเเตงโมก่อนออกกำลังกาย (ปั่น indoorcycling) จะพบอาการปวดกล้ามเนื้อลดลงในวันถัดไป ทั้งนี้เพราะเเตงโมมี สารอาหาร amino acid L-citrulline ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้สารอาหาร ออกซิเจน ลำเลียงไปส่งกล้ามเนื้อได้มากขึ้น ส่วนใครที่หาน้ำเเตงโมไม่ได้ก็ลองดูน้ำเชอรรี่ บีทรูทเเละน้ำส้มดูได้ สรรพคุณคล้ายๆ กัน

4

               ตั้งแต่สิ้นปี2017ที่ผ่านจนถึง ณ ตอนนี้ก็มีสินค้ามากมายหลายอย่างที่ได้จัดโปรโมชั่นลดราคากันนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อินเล็กทรอนิกส์ต่างๆมากมายซึ่งจากที่ได้สังเกตมาสินค้าที่ลดราคาบ่อยที่สุดในช่วงระหว่างสิ้นปีกับต้นปีนั้นก็คือ “ทีวี”  จะเห็นได้ชัดๆเลยว่าบางรุ่นบางยี่ห้อนั้นทีวีลดราคาไปสูงถึง 50-70% เลยก็ว่าได้ แต่...อย่าพึ่งมองกันแค่ราคาอย่างเดียวเราควรที่จะคำนึ่งถึงองค์ประกอบอื่นๆด้วย

1. TV 4K จำเป็นจริงหรือ
                  จะว่าไปแล้วทีวี Ultra HD นั้นดูสวยงามคมชัดจริง แต่ตอนนี้ไม่มีใครที่ไหนออกอากาศในระบบนี้นะครับ ไม่ว่าจะผ่านระบบเคเบิ้ล หรือดาวเทียม จะมีแต่ก็เพียงบางช่องทางที่จำกัดในบางพื้นที่เท่านั้น แม้ว่าเครื่องรับแบบ Ultra HD จะมีการทำการ up-scale เนื้อหาแบบ HD ให้สามารถดูได้ แต่ความคมชัดนั้นจะสู้ 4K ของจริงไม่ได้ แน่นอนว่าเครื่องรับทีวีแบบ 4K นั้นอาจจะกลายเป็นมาตรฐานในอนาคต แต่คิดว่าคงอีกหลายปี ถึงตอนนั้นค่อยมองหาก็ไม่สาย แถมราคาก็ลดลงด้วย

2. ทีวีจอโค้ง ราคาแพงเกิน ไม่สมราคา
             ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่งก็คือหากมุมมองเปลี่ยนจากตรงบริเวณกลางจอเป็นไปบริเวณข้างๆ จะทำให้ภาพผิดเพี้ยไป ตั้งนั้นมุมมองที่ดีที่สุดก็จะเหลือเพียงไม่กี่คนที่อยู่ตรงตำแหน่งกลางจอเท่านั้น คนที่เหลือที่ต้องเบียดอยู่ข้างๆอาจจะได้ภาพที่บิดเบี้ยวไปเลย จอที่เป็นแบบ LED ก็อาจจะไม่สามารถสร้างความสว่างได้สม่ำเสมอได้ตลอดทั้งจอ แถมรายงานทดสอบจากบางหน่วยงานพบว่ามีรายงานผู้ชมทีวีรู้สึกเมื่อยตาเนื่องจากภาพบนจอโค้งอีกด้วย

3.ซื้อ Smart TV น่าจะคุ้มค่ากว่า
             ปัจจุบันทีวีในบ้านเรารุ่นที่เป็น Smart TV มีให้เลือกมากมายหลายรุ่นด้วยกัน การมี Smart TV นั้นนอกจากจะรับชมรายการทั่วไปแล้ว ท่านยังสามารถต่อสาย Lan เพื่อเชื่อมต่อกับ internet ดู Youtube ได้อีกด้วย โดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แถมยังประหยัดช่องต่อสาย HDMI ที่จะเอาไว้ต่อกับเครื่องเล่น Game หรือ Blueray อีกด้วย  ดังนั้นการซื้อทีวีที่สามารถเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตได้ นอกจากจะสะดวกตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว การปรับปรุง software ต่างๆของเครื่องก็สามารถทำได้ง่ายอีกด้วย

4.เลือกที่มี HDMI port ที่มีเพียงพอต่อการใช้งาน
              อาจจะดูเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้ แต่สำหรับคนที่มีทีวีเครื่องหลักในห้องนั่งเล่นไว้ทำโน่นนี่นั่นแล้วละก็ การมีพอร์ท HDMI มากนั้นจะช่วยเพิ่มความสะดวกได้มากไม่ต้องถอดเข้าถอดออกให้วุ่นวาย ผู้ผลิตทีวีเองก็พยายามลดตันทุนด้วยการลดจำนวนพอร์ทลงทำให้เราเองต้องคิดไว้นิดหากต้องการซื้อทีวีจอใหญ่ๆไว้ใช้งาน ทั้งนี้เพราะพอร์ทเหล่านี้บางทีเต็มเร็วมาก บางคนเพิ่ม Sound bar เพื่อให้เสียงที่คมชัด ใส่เครื่องเล่น Blue-ray เครื่องเล่นเกมส์ ก็เท่ากับใช้ไป 3 พอร์ทแล้ว ถ้าคุณเลือกทีวี 4K ก็อย่าลืมตรวจเช็ค HDMI 2.0 ด้วยว่ามีหรือไม่เพื่อให้รองรับเครื่องเล่นแบบ 4K ในอนาคต

5.การรับประกันเพิ่มเติมนั้นไร้ประโยชน์ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม
                แหล่งรายได้ส่วนใหญ่ของร้านขายสินค้าอิเลคทรอนิคส์ก็คือการขายประกันเพิ่มเติมหรือ extended warranty เนื่องจากว่าน้อยรายนักที่จะส่งเคลมประกันในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเครื่องรับทีวีแบบ LCD เพราะชิ้นส่วนส่วนใหญ่ใน HDTV นั้นทนทานมาก แม้แต่จอ LED เองที่ใช้ผลิตภาพสว่างไสวนั้นก็แทบจะตกไม่แตก  ดังนั้นหากเครื่องที่คุณซื้อมาเป็นของไม่ดี คุณก็จะเห็นทันทีหรือภายในเดือนเดียวที่คุณนำมาใช้งานแล้ว ซึ่งนโยบายการคืนสินค้าของร้านทั่วไปก็รองรับอยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณจะไปซื้อประกันเพิ่มเติมอีก 2 ปีแล้วละก็คือว่าเป็นความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

5

                    ในบ้านเกือบทุกหลังเชื่อว่ายังไงก็ต้องมีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิเพื่อไว้สำหรับวัดไข้ เวลาป่วยอย่างแน่นอนเพราะเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมินั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นในควรมีติดไว้บ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กอยู่เพราะว่าเขานั้นยังไม่สามารถบอกอาการได้หมดทุกอย่างเหมือนเด็กโต การที่เรามีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิไว้วัดไข้นั้นเราจะได้รู้ว่าเวลาเด็กป่วยนั้นอุณหภูมิในร่างกายเป็นอย่างไรเพื่อที่จะดูแลเด็กได้อย่างอย่างถูกวิธี และในปัจจุบันนี้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมินั้นมีหลายแบบและสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา แต่เครื่องเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิแต่ละแบบนั้นมีการใช้งานที่แตกต่างไป ดังนั้นเราจึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิมาให้คุณได้อ่านเพื่อที่คุณจะได้ซื้อเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิได้อย่างถูกต้อง
เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ


เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบดิจิตอล
             เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบดิจิตอล มีความแม่นยำที่น้อยกว่า เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบปรอท แต่จะมีความสะดวกกว่า ตรงที่สามารถอ่านค่าได้ง่าย เนื่องจากค่าอุณหภูมิจะแสดงเป็นตัวเลข แต่จะมีราคาแพงกว่า วิธีการใช้งานจะคล้ายกับ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบปรอท

เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบอินฟราเรด
                 เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบอินฟราเรด เป็นการตรวจวัดอุณหภูมิที่พื้นผิวของวัสดุ โดยการตรวจจับรังสีคลื่นอินฟาเรดของความร้อนที่แผ่ออกมา และแปลค่าเป็นอุณหภูมิ โดยสามารถตรวจวัดได้โดยการวัดทางหู หรือทางหน้าผาก เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบอินฟาเรดนั้น เหมาะกับการใช้ในเด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง และคำนวณหาค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่แม่นยำที่สุด ข้อดีของการใช้ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบอินฟาเรดคือ สามารถอ่านค่าได้ในเวลาอันสั้น และมีค่าแม่นยำเมื่อวัดจากรูหู
เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบปรอท
                  เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบปรอท จะมีราคาค่อนข้างถูก และมีความแม่นยำสูง เมื่อเทียบกับ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ ชนิดอื่น แต่เนื่องจากในปัจจุบัน มีการรณรงค์เรื่องการใช้สารปรอท ทำให้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้มีการผลิตที่น้อยลง นอกจากนี้ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แบบปรอทยังเปราะบาง เสียได้ง่าย ต้องระมัดระวังห้ามนำไปล้างน้ำ หรือตกกระแทก การวัดไข้ด้วย เทอร์โมมิเตอร์ ชนิดนี้จะนิยมเสียบปลายปรอทไว้ที่ใต้รักแร้ อมไว้ใต้ลิ้น หรือวัดทางทวารหนัก ซึ่งการวัดทางทวารหนักนั้นแพทย์ให้การรับรองว่าได้ผลที่แม่นยำที่สุด และไม่ควรวัดไข้ทางปากเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

6

              ในการสร้างบ้านแต่ครั้งนั้นเป็นที่รู้ๆกันว่ายังไงก็ต้องมีปัญหามันปัญหามาให้แก้อยู่เรื่อยๆไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กำลังสร้างหรือจะเป็นตอนที่สร้างเสร็จจะต้องมีปัญหามาให้เจ้าบ้านปวดหัวกันอย่างแน่นอน อย่างต้องบอกกันทุกๆครั้งว่าการสร้างบ้านนั้นถือเป็นใหญ่และใช้งบประมานสูงเจ้าบ้านจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาหาความรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับการสร้างบ้าน และไม่จำเป็นจำเป็นต้องฟังคนรอบข้างมากเกินไปจนทำให้ตัวเจ้าบ้านเองนั้นสับสน บ้านเป็นของคุณ คุณอยากได้บ้านแบบไหนต้องการอะไรคุณควรที่จะปรึกษาคนที่เขารู้เรื่องการสร้างบ้านเป็นอย่างดีเพื่อเป็นแนวทางในการลดปัญหาต่างที่จะเกิดขึ้น โดยปัญหาส่วนมักเกิดขึ้นได้ดังนี้

1.การสร้างบ้านโดยไม่นึกถึงอนาคต
          อย่างที่บอกไปว่าการออกแบบบ้านค่อนข้างต้องใช้ความรอบคอบ และสายตาที่กว้างไกล มองให้ไกลไปถึงอนาคต ในขณะที่ก็คำนึงถึงประโยชน์และความสะดวกสบายของทุกคนในบ้านด้วย อย่างเช่นบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือคนชราก็ควรจะเลือกสร้างห้องหรือโครงสร้างบ้านที่ดูปลอดภัย รวมไปถึงต้องมองยาวไปถึงอนาคต ว่าอาจจะต้องต่อเติมบ้าน หรือเราจะต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า คิดเผื่อไว้ก่อนวันข้างหน้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรจะได้ไม่ลำบาก

2.บ้านทึบเกินไป
          ถ้าต้องการสร้างบ้านให้ประหยัดพลังงาน อย่างแรกที่เราไม่ควรพลาดเลยก็คือการออกแบบให้บ้านมีหน้าต่าง หรือติดกระจกที่กำแพงบ้าน ให้แสงส่องเข้ามาได้ เพราะนอกจากพลังงานแสงจากธรรมชาติอย่างแสงแดดจะช่วยให้เราประหยัดไฟแล้ว ยังสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียในบ้านได้ด้วย และหากบ้านมีกระจกหรือหน้าต่างเยอะ ก็จะได้ถือโอกาสเปิดรับลมให้บ้านในช่วงกลางวัน ให้บ้านได้ระบายอากาศ และความอับชื้นได้อีกทาง แต่ต้องไม่ลืมดูทิศทางของลมและแสงแดดให้ดีด้วย

3.ออกแบบพื้นที่ไม่เหมาะสม
             หลายบ้านออกแบบพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น สร้างห้องแต่งตัวใหญ่ไป จนกินพื้นที่ห้องนอน ห้องน้ำ หรือห้องรับแขก หรือประหยัดพื้นที่ห้องต่าง ๆ เกินไปจนห้องโถงกว้างโล่งดูไม่สมดุล ดังนั้นก่อนจะลงมือสร้างก็ควรคำนึงถึงความพอดี และการใช้งานของแต่ละห้องด้วย หรือแบ่งพื้นที่ว่างโล่งไว้บ้าง เผื่อวันข้างหน้าหากมีโครงการต่อเติมพื้นที่ในบ้านขึ้นมาจะได้ไม่วุ่นวาย

4.ห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
     เลือกสร้างบ้านตามความจำเป็นดีกว่า ห้องไหนที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้งาน หรือไม่ค่อยมีความจำเป็นสักเท่าไร ก็ระงับการสร้างไว้ก่อน แล้วเปลี่ยนใจมาสร้างห้องที่สามารถเปลี่ยนใช้งานได้ตามความเหมาะสมเถอะ จะได้ไม่เกิดเหตุประเภทห้องออกกำลังกายกลายเป็นห้องตากผ้า หรือที่แขวนเสื้อผ้านะคะ และหากตัดห้องไม่สำคัญออกไปบ้าง อาจทำให้พื้นที่ในห้องอื่น ๆ ขยายกว้างขึ้นได้ด้วย

5.ขนาดพื้นที่ไม่เหมาะกับแอร์
             อาจจะเป็นเพราะอากาศที่ร้อนขึ้นทุกวัน จึงทำให้คนที่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ คิดเรื่องการติดเครื่องปรับอากาศกันเป็นอันดับต้น ๆ แต่สิ่งที่มักทำพลาดกันบ่อย ๆ ก็คือ การกะขนาดห้องกับเครื่องปรับอากาศได้ไม่พอดีกัน โดยส่วนมากจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างของห้องหรือขนาดพื้นที่ที่กว้างมากเกินไป ทำให้เวลาติดเครื่องปรับอากาศก็จะให้ความเย็นได้ไม่ทั่วถึง จนต้องปรับอุณหภูมิให้ต่ำลง หรือต้องติดเครื่องปรับอากาศหลายเครื่อง เป็นเหตุเปลืองไฟไปเปล่า ๆ ดังนั้นอย่าลืมดูค่า BTU ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง

7
                ครอบครัวไหนที่มีผู้ป่วยเป็นอัมพาตอยู่ที่บ้านนั้นเชื่อว่าหลายๆคนจะต้องเจอกับปัญหาเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยยังไงให้ถูกวิธีแต่ก่อนอื่นนั้นเราจะต้องมาทำความใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัมพาตกันก่อนว่าเป็นปัญหาของผู้ป่วนนั้นมีอันอะไรบ้าง ปัญหาของผู้ป่วยอัมพาตหลักๆเลยก็คือสุขภาพจิต  หลายท่านซึมเศร้าจากโรคที่เป็นและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม แต่รู้หรือไม่  สภาพจิตใจที่ต้องดูแลไม่ใช่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงผู้ดูแลด้วยที่ก็มีความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อยโดยไม่รู้ตัว  เรียนรู้ปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ  จะช่วยให้แผนการรักษามีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ต่อมาเราจะเรียนรู้เกี่ยวการดูแลผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต
- ควรมีเตียงเหมือนกับที่ใช้ในโรงพยาบาลพร้อมทั้งที่่นอนกันแผลกดทับเพราะผู้ป่วยไม่สามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ
- พยายามพลิกตัวผู้ป่วยไปมาทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันมิให้เกิดแผลกดทับ หรือถ้าไม่มีเวลาดูแลให้ผู้ป่วยนอนที่่นอนกันแผลกดทับ ที่มีลอน
   พองยุบสลับกัน ซึ่งการพองยุบของที่นอนลมนี้จะช่วยลดความอับชื้น เปรียบเสมือนให้ผู้ป่วยได้พลิกตัวไปมาตลอดเวลา
- ดูแลทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยอย่างส่ำเสมอและถูกวิธี
- เวลาป้อนอาหาร ต้องให้นอน/นั่งหัวสูงทุกครั้ง อย่าป้อนคำโตนัก หลีกเลี่ยงการสำลัก
- ทำกายภาพให้ทุกวัน บริหารให้หมดทุกข้อ ป้องกันข้อติด (โดยเฉพาะข้างที่อ่อนแรง)
- หากิจกรรมทำกับผู้ป่วยระหว่างวัน เช่น การพุดคุยหรือการอ่านหนังสือให้ฟังเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย
              และสุดท้ายนี้การรักษาขึ้นกับตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญ ในการพยายามฟื้นฟูกำลังแขนขา โดยวิธีกายภาพบำบัด ผู้ป่วยควรรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ไม่ควรเปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย หรือเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลไกล ๆ เพราะการรักษาย่อมไม่แตกต่างกันมาก

8
                บ้านใครที่มีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านเวลาผู้ป่วยนอนบนเตียงนานๆก็จะทำให้ให้เกิดแผลกดทับตามร่างกายแต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆนั้นก้าวไปไว มันจึงทำให้มีที่นอนสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มาไว้ในบ้าน ที่นอนสำหรับผู้ป่วยเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดและกระจายแรงกดทับ โดยใช้แรงปั๊มลมจากเครื่องปั๊มไฟฟ้า ปั๊มทำงานแบบสลับการยุบพองของที่นอนลมต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติเป็นจังหวะ ทำให้ร่างกายไม่ถูกกดทับบริเวณใดบริเวณหนึ่งนานๆ จึงช่วยลดโอกาสการเกิดหรือช่วยลดความรุนแรงของแผลกดทับได้ โดยทั่วไปที่นอนสำหรับผู้ป่วยจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ
1.ที่นอนสำหรับผู้ป่วยแบบรังผึ้ง หรือบับเบิ้ล( Bubble )
              จะทำงานโดยการปั๊มลมสลับการพองตัวของที่นอนที่มีลักษณะคล้ายรังผึ้งเหมาะสำหรับผู้ที่มีแผลกดทับแล้ว เพราะเวลาทำแผลอาจจะมีน้ำยาทำแผลหกเลอะเทอะใส่ที่นอนก็สามารถเช็ดและทำความสะอาดง่าย ความสามารถในการรับน้ำหนัก  ความกว้างยาว จะแตกต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ สามารถปรับความดันเบาะได้ง่ายด้วยปุ่มปรับความดันบนเครื่องปั๊มลม

2.ที่นอนสำหรับผู้ป่วยแบบลอนขวาง
             เหมาะสำหรับผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์  ผู้สูงอายุจะทำงานช่วยลดแรงกดทับและกระจายแรงกดทับไปทั่วร่างกาย ลดแรงเสียดสีระหว่างที่นอนและผิวของผู้ป่วยด้วยระบบสลับการพองของลอนที่นอนข้อดีของที่นอนสำหรับผู้ป่วยแบบลอนขวางคือ ในกรณีที่นอนรั่วหรือชำรุด สามารถถอดเปลี่ยนลอนอะไหล่ได้ไม่ต้องเสียเวลาส่งซ่อม

9

               หลายๆบ้านที่มีผู้ป่วยอยู่บ้านหนึ่งสิ่งที่จำเป็นจะต้องมีนั้นก็คือ เตียงคนไข้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ดูแลและผู้ป่วยด้วย แต่การเลือกซื้อเตียงคนไข้สักเตียงนั้นเราจำเป็นจะต้องศึกษาและให้เตียงที่ได้คุณภาพจริงๆมาใช้งานเพื่อที่ความคุ้มค่ากับเงินที่เรานั้นจ่ายไปเพราะราคาเตียงคนไข้นั้นราคามันไม่ใช่แค่บาท 2บาท แต่ราคาเป็นหลักหมื่นเลยก็ว่าได้ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่ดูและศึกษาให้ดีก่อนที่จะซื้อ วันนี้เรามีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเตียงคนไข้มาให้คุณได้อ่านและศึกษากันดูก่อนซื้อ
การแบ่งประเภทเตียงคนไข้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เตียงคนไข้แบบมือหมุนและแบบไฟฟ้า
1.เตียงคนไข้แบบมือหมุน พบได้ทั่วไปในโรงพยาบาล มีกลไกปรับระดับองศาหัวเตียง (หลัง) ท้ายเตียง (เข่าหรือขา) หรือระดับความสูงได้ด้วยเพลาแบบมือหมุน
2.เตียงคนไข้ไฟฟ้า มีกลไกปรับระดับองศาหัวเตียง (หลัง) ท้ายเตียง (เข่าหรือขา) หรือระดับความสูงได้ด้วยระบบมอเตอร์ใช้ไฟฟ้า 220 โวลท์ ควบคุมด้วยรีโมทมีสาย ซึ่งผู้ป่วยสามารถควบคุมการใช้งานเตียงได้ด้วยตนเองลดภาระของผู้ดูแลผู้ป่วย
        ทั้งนี้ ควรมีแบตเตอรี่สารอง หรือระบบสารองเพลาแบบหมุนมือ นอกจากนี้เตียงแต่ละประเภท แบ่งย่อยตามจานวนกลไกปรับระดับ คือ 2 และ 3 ไกร์
1.เตียงคนไข้ 2 ไกร์ คือ มีกลไกสามารถปรับระดับองศาของเตียงได้สองตำแหน่งคือ หลัง และขาหรือเข่า   
 1.1 ปรับระดับหลังหรือหัวเตียง0–80 องศาตามแนวระนาบ
 1.2 ปรับระดับปลายเท้าในท่างอหัวเข่า0–40 องศาตามแนวระนาบ
2 เตียงคนไข้แบบมือหมุน 3 ไกร์ คือ มีกลไกสามารถปรับระดับได้สามตำแหน่ง คือ องศาหลัง ขาหรือเข่า และระดับสูง-ต่ำของเตียง
  2.1 ปรับระดับหลังได้ 0–80 องศาแนวระนาบ
  2.2 ปรับระดับปลายเท้าในท่างอหัวเข่าได้0–40 องศา แนวระนาบ
  2.3 ปรับระดับสูงต่ำได้สูงสุด 38–80 เซนติเมตรสะดวกในการขึ้นลงของผู้ป่วย

10
               เดี๋ยวนี้เทรนด์หน้าใสสไตล์เกาหลีนั้นกำลังมาแรงในหมู่สาวๆเลยก็ได้ใครๆอยากหน้าเนียนกระจ่างใจใสดูสุขภาพดียิ่งในปัจจุบันนี้มีวิธีมากมายในการบำรุงหน้าให้ขาวกระจ่างใสไม่ว่าจะเป็นการทำมาร์คหน้า การทำทรีทเม้นท์หน้า หรือว่าจะเป็นครีมหรือเซรั่มหน้าใสต่างๆแต่การจะเลือกซื้อครีมหรือเซรั่มหน้าใสมาใช้นั้นเราจะต้องอ่านสรรพคุณและตรวจสอบข้อมูลบนสินค้าให้ดีก่อนซื้อเพราะไม่งั้นอาจจะทำให้หน้าสวยๆนั้นเสียโสมได้และสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือการใช้เซรั่มหน้าใสให้ถูกวิธีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด วันนี้เราจึงมีวิธีง่ายๆในการใช้เซรั่มหน้าใสให้เกิดประสิทธิภาพที่สำหรับใบหน้ามากที่สุด
              การใช้เซรั่มหน้าใส เพื่อการบำรุงผิวพรรณอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นที่จะต้องทราบหลักการ และลำดับของการใช้เซรั่มหน้าใสที่ถูกต้อง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็แทนที่ผิวของคุณสาวๆจะได้รับซึมซับรับการบำรุงจากเซรั่มหน้าใสแล้ว จะกลายเป็นการบ่อนทำลายสุขภาพของผิวจากการใช้ที่ผิดวิธีโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัวอีกต่างหาก โดยมีหลักการง่ายๆในการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเน้นการทาเนื้อครีมที่ซึมซับลงสู่ชั้นผิวได้อย่างง่ายๆก่อนเป็นอับดับแรก โดยสามารถทำการเรียงลำดับ ได้ดังต่อไปนี้
1.ทำความสะอาดใบหน้า แล้วซับให้แห้ง
2.เช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์
3.ทาเซรั่มหน้าใสลงบนใบหน้า
4.ทาครีมบำรุงผิวประเภทเนื้อเจล
5.ทาครีมบำรุงผิวประเภทเนื้อครีม
6.ทาครีมกันแดด หรือรองพื้นที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด


11

              คำว่า อุบัติเหตุ เป็น คำที่ใครๆก็รู้ว่าเป็นที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก ถึงแม้เราจะระวังมากแค่ไหนก็ตามอุบัติเหตุนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้านหรือไปนอกบ้าน ซึ่งเรามักจะพบได้ว่าข่าวที่เราดูทุกๆวันนั้นไม่มีวันไหนเลยที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่เรานั้นสามารถป้องกันได้โดยการทำประกันอุบัติเหตุเพื่อคุ้มครองตัวเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนเรื่องค่ารักษาพยาบาลแต่ก่อนที่คุณจะทำประกันอุบัติเหตุนั้นคุณอ่านและศึกษาให้ดีว่ามันคุ้มครองกรณีไหนบ้าง เพราะบางทีประกับอุบัติเหตุนั้นก็ไม่ได้คุ้มครองทุกสถานการณ์

สิ่งที่ควรระวังในการทำประกันอุบัติเหตุ
           ไม่ใช่ว่าทำประกันอุบัติเหตุแล้ว เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะได้รับค่าชดเชยในทุกกรณี จะมีข้อยกเว้นบางอย่างในกรมธรรม์ที่จะไม่คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วย เช่น
- การพยายามฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายร่างกายตัวเองรวมถึงการทำแท้งบุตรด้วย
- การเกิดอุบัติเหตุในขณะมึนเมาสุรา หรือยาเสพติด
- การเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการจลาจล การก่อเหตุการณ์ความวุ่นวาย
- การเล่นหรือแข่งขันกีฬาที่อันตราย เช่น บันจี้จัมพ์ การแข่งรถ แข่งเรือ
- การเข้าร่วมทะเลาะวิวาท หรือก่ออาชญากรรม รวมถึงการหลบหนีการจับกุม
- การเข้าร่วมปฏิบัติการที่เสี่ยงอันตราย เช่น ปฏิบัติการทางทหาร ตำรวจ หรืออาสาสมัคร
-การโดยสารเครื่องบินที่ไม่ใช่เครื่องบินพาณิชย์ เช่น เฮลิคอปเตอร์เครื่องบินรบ

            การเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นแบบไหน ดังนั้นการทำประกันอุบัติเหตุ จึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ทำประกันรวมถึงครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังด้วย เพราะเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็จะได้รับเงินชดเชยก้อนหนึ่ง มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือชดเชยรายได้ที่ต้องหยุดงานไป ใครที่ยังไม่ได้ทำประกับอุบัติเหตุ ก็ควรศึกษาข้อมูลและทำประกันอุบัติเหตุไว้บ้าง

12
              กลับมาอีกครั้งกับงานมหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ Thailand mobile expo 2018 ระหว่างวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.00น. - 20.00น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานรวบรวมทุกแบรนด์ ทุกเครือข่าย ค่ายโทรศัพท์มือถือ พร้อมอัพเดทเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่โซน Gadget Wearable Device Zone พร้อมกับการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดอีกมากมายและนอกจากนี้ยังมีบริการสินเชื่อเงินสดโดยมาในโปรโมชั่นดีๆ เริ่มตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% เป็นต้นไป ในงาน Thailand mobile expo 2018 คุณยังได้พบกับแบรนด์โทรศัพท์มือถือชื่อดังต่างๆอีกมากมาย เช่น

Samsung
             มาพร้อมกับการเปิดตัวใหม่ล่าสุดแบบแพ็คคู่ Galaxy A8 และ Galaxy A8+ (2018) เมคอัพหน้าตาใหม่ จอเต็มขอบ คล้าย Galaxy S8 สเปคแรงกำลังดี Exynos 7885 เล่นเกม ดูหนังสบาย รันบน Android 7.1 อินเตอร์เฟสใช้งานง่าย กล้อง 16 MP หน้า+หลัง กันน้ำด้วยมาตรฐาน IP67 เช่นเดียวกับรุ่นเรือธง ทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันตรงหน้าจอ Galaxy A8 (2018) หน้าจอ 5.7 นิ้ว ส่วน A8+ ขนาด 6 นิ้ว รวมถึง RAM / ความจุเมโมรี่ 4/32 GB และ 6/64 GB ตามลำดับ เลือกได้ตามใจชอบ มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ภายในงานแน่นอน
             และพลาดไม่ได้กับงนาทีทองลดแลกแจกแถมในงาน Thailand mobile expo 2018 สำหรับ Galaxy S8 และ Galaxy S8+ เรือธงของปี 2017 เป็นปกติที่ต้องมีการลดราคารับรุ่นใหม่ สเปคคงไม่ต้องกล่าวเยอะ แรงดีใช้ได้อีกนาน Exynos 8890 + RAM 4 GB เล่นเกม ดูหนังระดับ 4K สบาย กล้อง Dual-Pixel 12 MP + กล้องหน้า 8 MP รองรับการเชื่อมต่อครบถ้วน ใช้งาน Samsung Pay ฯลฯ ทั้ง 2 รุ่นต่างกันเฉพาะหน้าจอ (5.8 / 6.2 นิ้ว), แบตเตอรี่ และราคา ชอบเครื่องเล็กจับง่ายก็ Galaxy S8 ชอบจอใหญ่พกพาไม่ยากก็ Galaxy S8+
              และนอกจากนี้ยังมีโปโมชั่นของsamsungรุ่นอื่นๆอีกมากมายมาให้คุณได้ซื้อในราคาที่หาไม่ได้ที่ไหนนอกจากงาน Thailand mobile expo 2018 นี้อีกแล้ว

Vivo
   มาพร้อมกับรุ่นยอดนิยมกับ vivo V7 & V7+รุ่นแม่อั้มแห่งปี 2017 ได้รับความนิยมมาก ด้านความลงตัวของทุกฟังก์ชั่น หน้าตาสวยเรียบๆ ประสิทธิภาพแรงพอตัว สำหรับ vivo V7+ หน้าจอขนาดใหญ่ 6.0 นิ้ว (HD+), ชิพประมวลผล Snapdragon 450 + RAM 4 GB เล่นเกมลื่น ไม่ร้อน มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 24 MP คมชัดถึงรูขุมขน รันบน Android 7.1, รองรับ 4G LTE + 2 ซิมการ์ด งานนี้รับประกันโปรโมชั่น ของแถมแรงแน่นอนส่วน vivo V7 เป็นรุ่นลดสเปคลงมา หน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว อื่นๆ คล้ายคลึงกับรุ่น Plus

Huawei
            ไฮไลท์สำหรับ Huaweiเด็ดงาน Thailand mobile expo 2018  นี้ไม่พ้น Mate 10 Pro ปัจจุบันขายอย่างน้อย 3 สีคือ น้ำตาล, เทา และน้ำเงิน ด้านสเปคหลายคนตราตรึงเป็นพิเศษด้านกล้อง New Leica รูรับแสงกว้าง (F1.6) สว่างสุดเท่าที่เคยมี แถมภาพถ่ายออกมาคมกริบเอาเรื่อง หน้าจอขนาด 6.0 นิ้ว (FHD+) อัตราส่วน 18:9 ทำให้บอดี้สลิม จับถือใช้งานสะดวก ชิพประมวลผล Kirin 970 + RAM 6 GB ชูเรื่อง AI พร้อมรัน Android 8.0 ในตัว ด้านราคาต้องรอติดตาม

และนี่ก็คือตัวอย่างแบรนด์ที่คุณไม่ควรพลาดใน Thailand mobile expo 2018  นี้รับรองเลยว่าคุณนั้นจะไม่ๆด้กลับตัวเปล่าอย่งแน่นอน

13

               โทรทัศน์นั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการพัฒนารวดเร็วมาก ในตั้งแต่สมัยก่อนมียี่ห้อในการเลือกซื้อโทรทัศน์ไม่กี่ยี่ห้อแต่ในปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นมียี่ห้อโทรทัศน์มากมายมาให้เราเลือกซื้อเพราะว่าในตลาดโทรทัศน์นั้นมีการแข่งขันกันสูงไม่ว่าจะแข่งด้วยเทคโนโลยี และดีไซต์ของโทรทัศน์ต่างๆถือได้ว่าเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้ามาสนใจมากขึ้นและยิ่งเดี๋ยวนี้การแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งทำให้โทรทัศน์ ราคาถูกลงไปอีกเพื่อที่จะกระตุ้นยอดขายและเป็นการความนิยมให้กับลุกค้ามากขึ้นด้วย เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วคุณควรเลือกซื้อโทรทัศน์ให้ตรงตามความต้องการของตัวเองให้มากที่สุดเพราะถ้าคุณคิดแค่ว่าโทรทัศน์ ราคานั้นถูกอย่างเดียวบางทีคุณนั้นก็อาจจะเสียตังซื้อโทรทัศน์มาใหม่อีกเครื่องก็เป็นเพราะโทรทัศน์ ราคาถูกนั้นไม่ได้หมายความว่ามันจะตามความต้องการของคุณ คุณควรทีจะเลือกโทรทัศน์ให้ตรงตามความต้องของคุณและคำนึงด้วยราคาที่สมเหตุสมผลที่

โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกซื้อโทรทัศน์ตามหลักการทั่วไป ก็คือ
                พื้นที่ที่มีอยู่ในบ้านว่าจะจัดวางไว้ตรงไหน มีพื้นที่กว้างเท่าไร ที่ต้องทราบในข้อนี้เพราะว่า คุณจะได้ตัดสินใจเลือกขนาดของโทรทัศน์ถูก ว่าจะซื้อขนาดเท่าใด แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มีโทรทัศน์แบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้พื้นที่มากนัก ไม่ต้องมีชั้นวางทีวี แต่จะใช้วิธีติดกับผนังของบ้าน ซึ่งก็ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการเลือกซื้อโทรทัศน์ของคุณ เพียงแต่โทรทัศน์แบบติดผนัง อาจจะมีราคาสูงกว่าโทรทัศน์แบบทั่วไป ถึงแม้จะมีราคาที่สูงกว่า แต่ก็จะได้พื้นที่ใช้สอยมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ต้องเผื่อพื้นที่เอาไว้สำหรับชั้นวางทีวี
               ขนาดจอภาพที่ต้องการ  คุณต้องพิจารณาว่าโทรทัศน์ที่คุณต้องการนั้นจอภาพจะมีขนาดเท่าใด บางครั้งจอภาพที่ใหญ่จนเกินไป ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับตัวคุณ เพราะบางคนอาจมีสายตาสั้น หรือว่าสายตายาว ต้องพิจารณาถึงข้อนี้ด้วย ขนาด 21 นิ้ว เป็นขนาดที่นิยมกันมากที่สุด เพราะไม่ใหญ่จนเกินไป และไม่เล็กจนเกินไปแต่เป็นเพียงข้อแนะนำเบื้องต้น การตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ว่าต้องการจอภาพขนาดเท่าใด
              งบประมาณในการเลือกซื้อ และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ว่ามีจุดประสงค์จะใช้งานอย่างไร คุณอาจจะซื้อไปไว้ดูรายการโทรทัศน์อย่างเดียว ก็ไม่ต้องเลือกประเภทที่ราคาสูงมากนัก แต่ถ้าหากต้องการเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย อย่างเช่น ดูภาพยนตร์ ร้องเพลงคาราโอเกะ ก็ต้องเลือกซื้อแบบที่ราคาสูงขึ้นมาหน่อย และมีฟังค์ชั่นต่างๆ รองรับกับวัตถุประสงค์ของคุณ

14

                   เชื่อใครๆก็คงอยากให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลมกลืนและดูเป็นศิลปะที่มองแล้วดูสบายตา ซึ่ง ณ ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า samsung frame tv ถือได้ว่าเป็นที่จับตามองของหลายๆคนเลยเพราะมีการดีไซต์ที่ฉีกกฎหมายไปจากเดิมมากมาย รูปลักษณ์ของทีวีรุ่นนี้จึงค่อนข้างยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ตามตามความชอบของผู้ใช้แต่ละคนจากกรอบของทีวีกันก่อน สำหรับซีรีส์นี้ขอบด้านข้างจะไม่ได้บางเฉียบเหมือนรุ่นอื่นๆ ของ Samsung แต่จะมีความหนาพอสมควร จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้ samsung frame tv ตัวให่นี้เป็นเหมือนกรอบรูปที่โชว์อยู่ในบ้านนั้นเองดีไซน์สวยงามด้วยกรอบภาพที่มีให้เลือกถึง 3 สีคือ สีเบจ, สีไม้วอลนัท และสีขาว แล้วหน้าจอความละเอียด UHD (4K) พร้อมระบบปรับแสงอัตโนมัติ และยังมี Motion Sensor ที่จะจับการเคลื่อนไหว ถ้ามีคนอยู่ก็จะแสดงเป็นกรอบภาพ แต่ถ้าไม่มีก็จะเป็นจอปิดสนิท  และยังใช้ช่องการเชื่อมต่อแบบ Invisible Connection ใช้สายเดียวจบทุกสิ่ง


                  เนื่องจากตัว samsung frame tv ออกแบบให้เป็นกรอบรูป ที่สามารถติดตั้งได้แบบอุปกรณ์จนทำให้ติดตั้งได้ง่ายทั้งการแขวน นอกจากนี้ยังมีขาตั้งให้เลือกทั้งแบบ Stand และ ขาตั้งทีวีสมัยก่อนได้อีกด้วย จึงเรียกได้ว่าทีวีตัวน้าวนและลงตัว นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ One Remote Control คุมทีวีและสั่งงานแบบ Motion Sensor ได้ในรีโมตเดียว แถมเวลาปิดเครื่องยังแสดงภาพนิ่งเป็นกอบภาพได้อีกด้วย นอกจากนี้ภาพนิ่งที่มีในเครื่องกว่า 100 ภาพ และสามารถใส่เข้าไปเองก็ได้ และโหลดผ่าน Samsung Art Store ซื้อเพิ่มได้อีกด้วย


              samsung frame tv เป็นการสร้างความนิยามใหม่ว่า Life Style TV ที่ทำให้เป็น เมื่อเปิดคือทีวี เมื่อปิดคือศิลปะ ตอบโจทย์กับการทำวิจัยทั่วโมงที่เราดูทีวีทั่วโลกเฉลี่ยแค่ 4 ชั่วโมง เมื่อปิด ก็จะเป็นจอดำ ๆ ดังนั้นกรอก ทำให้ Samsung เสริมฟีเจอร์แสดงภาพได้เหมือนกรอบภาพ
                ส่วน samsung frame tv นั้นให้เลือก 2 ขนาดคือ 55 และ 65 นิ้ว โดยมีโปรโมชั่น ลงทะเบียนผ่าน  My Samsung จะสามารถยืดประกันไปสูงสุด 2 ปีและราคา Update ของทีวีรุ่นนี้ ขนาด 55 นิ้วอยู่ที่ 69,900 บาท (โปรโมชั่น ราคาจริง 79,900 บาท) และ 65 นิ้วราคา 99,900 บาท

15

              เชื่อว่าหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็คงมีอาการขี้เกียจทาครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นธรรมดาหรือครีมกันแดดคุมมันและก็คงต้องตั้งข้อสงสัยว่ากันแน่นอนว่าทำไมเราต้องต้องมาทาครีมกันแดดทุกวันๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคุณอาจกำลังทำร้ายผิวอย่างรุนแรง เพราะแสงอาทิตย์และรังสีอัลตราไวโอเลต UVA UVB เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อันตรายที่สุดในการสร้างความเสียหายให้กับผิวพรรณของมนุษย์ ซึ่งนอกจากรังสี UVB และ UVA สามารถสร้างความเสียหายให้กับผิวพรรณของเราแล้ว มันยังสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย ดังนั้นการทาครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นธรรมดาหรือครีมกันแดดคุมมันถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญเลยก็ว่าได้ ในวันนี้เราจึงมีเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องทาครีมกันแดด
- ปรับผิวให้ขาวขึ้น
การทาครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นธรรมดาหรือครีมกันแดดคุมมันอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะไม่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น ยังช่วยปรับให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย
- ป้องกันปัญหาผิว
ไม่ว่าจะเป็นกระแดด ฝ้า จุดด่างดำ และสิว ปัญหาผิวเหล่านี้แหละที่เกิดขึ้นเพราะผิวไม่ได้ถูกปกป้องด้วยครีมกันแดดนั่นเอง
- ผิวคงความอ่อนเยาว์ได้นาน
ถ้าไม่ได้ทาครีมกันแดดปกป้องผิวจากรังสียูวีเลย ก็จะทำให้ผิวเหี่ยว ความยืดหยุ่นก็ลดลง แถมอาจมีริ้วรอยตามมาอีกมากมาย
- ลดผิวคล้ำเสียสะสม
การทาครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นธรรมดาหรือครีมกันแดดคุมมันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเตรียมไว้ นอกจากจะทำให้ผิวไม่คล้ำเสียแล้ว ยังช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีเปล่งประกายกว่าใคร
- ป้องกันผิวไหม้แสบแดง
เวลาโดนแดดนานๆ ถ้าไม่ได้ทาครีมกันแดดป้องกันเลย นอกจากผิวจะดำคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังจะเกิดอาการผิวไหม้แสบแดง ซ้ำร้ายอาจลอกออกมาเป็นแผ่นๆ ด้วยนะ
- บำรุงผิวจบในขั้นตอนเดียว
ครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นธรรมดาหรือครีมกันแดดคุมมันในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีเท่านั้น แต่ยังมีสารบำรุงผิวต่างๆ มากมาย ที่แค่ทาตัวเดียวก็บำรุงจบในขั้นตอนเดียว ไม่จำเป็นต้องไปหาสกินแคร์อื่นๆ มาทาให้ยุ่งยาก อีกทั้งยังใช้แทนเบสเมคอัพได้อีกด้วย สวยครบจบในขั้นตอนเดียว

หน้า: [1] 2