ผู้เขียน หัวข้อ: กฎหมายว่าด้วยการเช่า เมื่อสร้างบ้านระหว่างเช่า  (อ่าน 1 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 17, 2018, 02:55:20 AM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
    • ดูรายละเอียด

                การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อมีการก่อสร้างตึก ที่ทำการ หรือแม้ว่าจะปลูกบ้านลงไปในที่ดินแล้ว ถัดมาเมื่อการเช่าสิ้นสุดลง ก็เลยมีคำถามที่ต้องถามหลังจากนั้นว่า ผู้ใดกันจะเป็นเจ้าของตึก ตึก ที่ทำการ หรือ บ้านที่ผู้เช่าได้ก่อสร้าง ในมุมของผู้ให้เช่ายอมจำเป็นต้องรู้สึกว่า ในเมื่อมีการก่อสร้างในที่ดินของผู้ให้เช่าแล้ว อาคาร ตึก ที่ทำการ หรือบ้าน ย่อมเป็นของผู้ให้เช่าโดยเป็นส่วนควบของที่ดินที่เช่า ในมุมของผู้เช่าก็เห็นว่า ผู้เช่าได้ใช้สิทธิเช่าเพื่อมาสร้าง อาคาร ตึก ที่ทำการหรือบ้าน ในระหว่างที่เช่า จึงการปลูกสร้างตึก อาคาร สำนักงานหรือ บ้านโดยมีสิทธิ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นของผู้เช่า นอกเหนือจากนี้ ยังมีใจความสำคัญตามว่า ผู้เช่าจำต้องออกจากที่ดินที่เช่าไหม ก็เลยมีการฟ้องร้องคดีกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า โดย ศาลได้ตัดสินคดีแล้วว่า สิ่งปลูกสร้างของผู้เช่า เป็นของผู้เช่าไม่เป็นของผู้ให้เช่า แต่ผู้เช่าจะต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่เช่า และก็ใจความสำคัญต่อมา ผู้เช่าจะต้องออกมาจากที่ดินที่เช่า แล้วก็การที่ผู้เช่าอยู่ในที่ดินที่เช่านับจากเวลาหมดระยะเวลาเช่าแล้ว ย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า ด้วยเหตุนี้ ผู้เช่าจำต้องใช้ค่าชดเชยให้แก่ผู้ให้เช่า และก็ออกมาจากที่ดินของผู้ให้เช่า ข้อสรุปมี
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2550 เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้จัดการมรดกของ ท. ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดิน ธ. ย่อมหมดสิทธิในที่ดินต้องรื้อถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่ ธ. ยินยอมให้ตึกแถวตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิในตึกแถวแล้ว ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่ ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดแล้ว ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกมายังโจทก์ตามมาตรา 569 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
                ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ายังไงผู้ให้เช่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิเหนือที่ดินตามหลักเจ้าของ บุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ดีมากกว่าเจ้าของที่ดิน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

ขอบคุณบทความจาก : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่